บริการเช่าซื้อและลีสซิ่งเพื่อภาคธุรกิจ
บริษัท ลีสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) จำกัด ให้บริการเช่าซื้อและบริการเช่าทางการเงิน (ลีสซิ่ง) สำหรับรถยนต์และอุปกรณ์เครื่องจักรเพื่อประกอบดำเนินกิจการ อาทิ รถยนต์ประจำตำแหน่ง, รถกระบะ, รถบรรทุกสำหรับการขนส่งแก่ลูกค้าองค์กร, รถทัวร์โดยสาร รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องจักรอื่นๆ เช่น รถเครน, รถโฟล์คลิฟท์, รถขุด, รถตัก ตลอดจนยานยนต์และเครื่องจักรสำหรับกิจการอุตสาหกรรมครบวงจร
คุณลักษณะเฉพาะที่เหมาะสมตามความต้องการของธุรกิจ
สัญญาเช่าซื้อ (Hire Purchase)
เป็นลักษณะการเช่าซื้อทั่วไป โดยมีข้อเสนอและอัตราดอกเบี้ยพิเศษเฉพาะสำหรับลูกค้านิติบุคคล เพื่อการครอบครองกรรมสิทธิ์หลังผ่อนชำระครบถ้วน
สัญญาเช่าทางการเงิน (Financial Lease)
สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจแก่นิติบุคคล ทั้งในด้านการบริหารสภาพคล่องทางการเงินและผลประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างคุ้มค่าสูงสุด
การจัดลักษณะของสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ
- การจัดทำสัญญาเช่าทางการเงิน เพื่อการจัดซื้อรถยนต์เป็นรายคัน (Leasing): ตอบโจทย์การบริหารจัดการรถยนต์ประจำตำแหน่งและรถยนต์ใช้งานเฉพาะฝ่าย
- การเปิดวงเงินสินเชื่อสำหรับการจัดซื้อรถยนต์มาใช้ประกอบกิจการ (Fleet): กำหนดวงเงินตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป ลูกค้าสามารถทยอยเบิกใช้วงเงินได้ตามต้องการ และสามารถเลือกใช้ประเภทสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาเช่าทางการเงินร่วมกันได้
ลักษณะของการผ่อนชำระกรณีที่เป็นสัญญาเช่าทางการเงิน
- กำหนดเงินวางประกัน (Deposit Payment): อยู่ในช่วง 0 - 30% โดยทั่วไปจะกำหนดที่ 20% ของราคารถยนต์
- กำหนดค่าเช่าในอัตราคงที่: คิดคำนวณอัตราดอกเบี้ยแบบ Effective Rate (ลดต้นลดดอก) คงที่ตลอดอายุของสัญญา
- กำหนดราคาซื้อซาก (Residual Value): จำนวนเงินที่ลูกค้าต้องชำระเมื่อสิ้นสุดสัญญาเท่ากับราคาซื้อซากหักด้วยเงินวางประกัน เช่น เงินวางประกัน 10% ราคาซื้อซาก 30% เท่ากับชำระบอลลูน (Balloon Payment) งวดสุดท้ายที่ 20%
- ประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล: ค่าเช่าสามารถนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เต็มจำนวน (สูงสุดไม่เกิน 36,000 บาท/เดือน/คัน สำหรับกรณีรถยนต์นั่งส่วนบุคคล)
ตารางเปรียบเทียบผลประโยชน์ทางภาษี (คำนวณจากอัตราภาษี 30%)
(หน่วย: บาท)| รายการเปรียบเทียบ | กรณี บริษัท ก. ทำสัญญาลีสซิ่ง |
กรณี บริษัท ข. ทำสัญญาเช่าซื้อ |
สัญญาลีสซิ่งผลประโยชน์สูงกว่า สัญญาเช่าซื้อ |
|---|---|---|---|
| จำนวนค่าใช้จ่ายที่หักได้ต่อเดือน | 36,000 | 16,667 | +19,333 |
| จำนวนค่าใช้จ่ายที่หักได้ต่อปี | 432,000 | 200,000 | +232,000 |
| จำนวนค่าใช้จ่ายที่หักได้ 5 ปี | 2,160,000 | 1,000,000 | +1,160,000 |
| ผลประโยชน์ทางภาษีคิดคำนวณได้ 30% | 648,000 | 300,000 | +348,000 |
| การหักค่าเสื่อมราคาสำหรับกรณีซื้อคืน | 1,000,000 | ไม่มี | +1,000,000 |
| ผลประโยชน์ทางภาษีจากการซื้อคืน | 300,000 | ไม่มี | +300,000 |
| โดยภาพรวมสัญญาลีสซิ่งได้ผลประโยชน์มากกว่าสัญญาเช่าซื้อ | ประหยัดภาษีรวมมากกว่าถึง 648,000 บาท ต่อคัน | ||
เงื่อนไขการให้สินเชื่อลีสซิ่ง **
- เป็นนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการและจดทะเบียนอยู่ในประเทศไทยอย่างน้อยตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป
- ระยะเวลาทั้งหมดสำหรับอายุสัญญาเช่าลีสซิ่ง อยู่ในช่วงระหว่าง 36 เดือน ถึง 60 เดือน
- คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญาเช่า แบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)
- การกำหนดเงินวางประกันสัญญาและมูลค่าซาก ขึ้นอยู่กับการพิจารณาเครดิตในแต่ละกรณี
- สำเนาหนังสือรับรองบริษัท พร้อมวัตถุประสงค์ (อายุไม่เกิน 3 เดือน)
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หรือสำเนาหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) อายุคงเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน (กรณีชาวต่างชาติ)
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ค้ำประกัน (ถ้ามี)
- งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบพร้อมหมายเหตุประกอบงบการเงิน ย้อนหลัง 3 ปี
- สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคาร (Bank Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน
- สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) / สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)
สินเชื่อรถเพื่อผู้แทนจำหน่ายรถ (Floor Plan)
สนับสนุนสภาพคล่อง 100%
สนับสนุนวงเงินสินเชื่อสูงสุด 100% ของยอดสั่งซื้อรถจากผู้ผลิต เพิ่มเงินทุนหมุนเวียนจัดแสดงและจำหน่าย
วงเงินสอดคล้องยอดขาย
กำหนดวงเงินให้สอดคล้องกับเป้ายอดขายจริงและระยะเวลาการถือครองสต็อกรถยนต์ของผู้แทนจำหน่าย
หลักประกันยืดหยุ่น
เลือกใช้จำนำสิทธิในเงินฝากประจำ, หนังสือค้ำประกันจากธนาคารพาณิชย์ (LG), หรือการจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดิน
คุณสมบัติของผู้สมัคร
- ผู้แทนจำหน่ายรถภายใต้นิติบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิตรถอย่างเป็นทางการ
- ครอบคลุมสำหรับธุรกิจรถยนต์ใหม่เท่านั้น
เอกสารประกอบการสมัคร
- หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท, หนังสือบริคณห์สนธิ และสำเนาทะเบียนผู้ถือหุ้น ฉบับล่าสุดไม่เกิน 3 เดือน
- สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
- งบการเงินส่งสรรพากรปีล่าสุดและย้อนหลัง 2 ปี
- ใบแสดงรายการเดินบัญชีจากสถาบันการเงินย้อนหลัง 6 เดือน
- เอกสาร ภ.พ.20 และ ภ.พ.30 ย้อนหลังตั้งแต่มกราคมถึงเดือนปัจจุบันในรอบปีล่าสุด
สินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาสำหรับองค์กรธุรกิจ
ลดต้นทุนพลังงานระยะยาว
ลดภาระค่าไฟฟ้าในภาคการผลิตและอาคารสำนักงาน โดยค่างวดส่วนหนึ่งผ่อนชำระจากค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้
ผ่อนสบายนานสูงสุด 8 ปี
รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อสูงสุดตามมูลค่าการลงทุน พร้อมระยะเวลาผ่อนชำระคืนยาวนานสูงสุดถึง 8 ปี
สนับสนุนเป้าหมาย CSR / ESG
ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของรัฐบาลไทย
คุณสมบัติของผู้สมัครและโครงการ
- นิติบุคคล หรือ กลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย และดำเนินธุรกิจไม่ต่ำกว่า 3 ปี
- มีผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินที่ดี
- มีบุคคลหรือนิติบุคคลค้ำประกัน (พิจารณาตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด)
- ขนาดโครงการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปไม่น้อยกว่า 400 กิโลวัตต์ (kW)
- ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ติดตั้งจะต้องอยู่ในรายชื่อการรับรองมาตรฐานของ กฟน. (MEA) หรือ กฟภ. (PEA)
- ผู้ให้บริการติดตั้งต้องมีผลงานการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3 ปี
เอกสารประกอบการสมัคร
- หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท, หนังสือบริคณห์สนธิ และสำเนาทะเบียนผู้ถือหุ้น ฉบับล่าสุดไม่เกิน 3 เดือน
- งบการเงินส่งสรรพากรปีล่าสุดและย้อนหลัง 2 ปี
- ใบแสดงรายการเดินบัญชีจากสถาบันการเงินย้อนหลัง 6 เดือน
- บิลค่าไฟฟ้าของสถานประกอบการย้อนหลัง 12 เดือน (ขอรับบริการจาก MEA หรือ PEA)
- เอกสารสรุปผลการประเมินโครงการลงทุน (Feasibility Study) ที่จัดทำโดยผู้ให้บริการติดตั้งมาตรฐาน